พระพุทธเทวปฏิมากร

ค่านิยมในการนำพระพุทธปฏิมาปางสมาธิ ประทับขัดสมาธิราบ มาเป็นพระประธานของพระอุโบสถ สืบทอดลงมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงอัญเชิญพระประธานของวัดศาลาสี่หน้า (ปัจจุบันคือวัดคูหาสวรรค์) ธนบุรี มาเป็นพระประธานของพระอุโบสถ ถวายพระนามว่า “พระพุทธเทวปฏิมากร”

พระพุทธสิหิงค์ วัดพระสิงห์

พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านนาแบบที่เรียกว่า “เชียงแสน สิงห์หนึ่ง” อายุราว ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระเศียรเดิมถูกตัดไปแล้ว ปัจจุบันเป็นเศียรที่หล่อขึ้นใหม่ พระวรกายอวบอ้วน ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน

ในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ซึ่งรจนาโดยพระรัตนปัญญาเถระ พระภิกษุในคณะอรัญวาสี วัดป่าแดงได้กล่าวถึงพระพุทธปฏิมาที่มีพุทธลักษณะเหมือนพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ได้แก่พระสีหฬปฏิมา หรือพระพุทธสิหิงค์ เชื่อกันว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นรูปเหมือนของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่พระพุทธสิหิงค์ถ่ายแบบมาจากหุ่นขี้ผึ้งซึ่งพระยานาคราชเนรมิตขึ้นเพื่อตอบสนองข้อสงสัยของพระเจ้าสีหลว่ายังมีผู้ใดเคยเห็นพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จมาลังกาถึงสามครั้งบ้าง พระยานาคราชจึงได้แปลงรูปมาเป็นคนแล้วเนรมิตตนเป็นรูปพระพุทธ พระเจ้าสีหลจึงตรัสสั่งให้หาช่างปฏิมากรรม เอาขี้ผึ้งปั้นถ่ายแบบพระพุทธมีอาการดั่งที่พระยานาคราชเนรมิตและให้ทำแม่พิมพ์ถ่ายแบบพระพุทธนั้นด้วย แล้วให้เททองซึ่งผสมด้วยดีบุก ทองคำ และเงินอันหลอมละลายคว้างลงในแม่พิมพ์นั้น พระพุทธปฏิมานั้นเมื่อขัดและชักเงาเสร็จแล้วงามเปล่งปลั่งเหมือนองค์พระพุทธยังทรงพระชนม์อยู่

เรื่องราวของพระพุทธสิหิงค์ได้ปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยเรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน นับได้ว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาติไทยองค์หนึ่งปัจจุบันได้พบพระพุทธปฏิมาที่มีจารึกระบุว่าเป็นพระพุทธสิหิงค์จำลองแล้วสี่องค์ องค์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดคือ พ.ศ. ๒๐๑๓ อยู่ที่วัดพระเจ้าเม็งราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ องค์ที่สองอยู่ในศาลาบัณณรศภาค วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม มีจารึก พ.ศ. ๒๐๕๑ ซึ่งคงจะเป็น ๑ ในบรรดาพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสาะแสวงหามาประดิษฐานในวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ตาม “พระราชดำริว่าพระพุทธรูปที่จะตั้งในวัดนั้นจะหาพระหล่อของโบราณแบบต่างๆ มาตั้ง ทำนองอย่างเมื่อพระบาทสมเด็ดพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งสร้างวัดพระเชตุพนฯ” และเมื่อมิได้ขนาดที่จะตั้งในพระระเบียงพระอุโบสถจึงอัญเชิญมาประดิษฐานในศาลาบัณณรศภาค อีกองค์หนึ่งพบที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีจารึกปี พ.ศ. ๒๑๑๒ และองค์ที่มีอายุน้อยที่สุดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๒ อยู่ที่วัดโคกขาม อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสาคร พระพุทธสิหิงค์ที่มีจารึกระบุว่าเป็นพระสิหิงค์จำลองทั้งหมดนี้มีพุทธลักษณะร่วมกัน คือมีลักษณะพระรัศมีเป็นรูปดอกบัวตูมหรือลูกแก้ว ขมวดพระเกศาใหญ่ พระพักตร์กลม อมยิ้ม พระหนุเป็นปม พระองค์อวบอ้วน พระอุระนูน ชายจีวรเหนือพระอังสาซ้ายสั้น ปลายเป็นลายเขี้ยวตะขาบ ชอบทำปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร แลเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง ฐานมีกลีบบัวคว่ำบัวหงายและเกสรบัวประกอบหล่อด้วยสัมฤทธิ์ พุทธลักษณะที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น เป็นลักษณะของพระพุทธรูปที่นิยามว่า เป็น “เชียงแสน ชั้นแรก” หรือ “ศิลปะเชียงแสนรุ่นเก่า” ตามทฤษฎีของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ซึ่งแยกพระพุทธรูปออกเป็นหมวดหมู่ตามพุทธลักษณะ

อย่างไรก็ตามเซเดส์ตั้งข้อสังเกตไว้ว่ามีข้อประหลาดซึ่งเกี่ยวกับตำนานพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนข้อหนึ่งคือในบรรดาพระพุทธรูปของไทยที่พบในประเทศสยาม พระพุทธรูปเมืองนครศรีธรรมราชอันเปนเมืองที่อยู่ห่างไกลจากเมืองเชียงแสนที่สุด กลับมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปเชียงแสนรุ่นเก่ามากกว่าพระพุทธรูปที่ได้พบในเมืองอื่นๆ พระพุทธรูปเมืองนครศรีธรรมราชเป็นพระนั่งขัดสมาธิเพ็ชร์ มีพระอุระนูน ชายจีวรสั้น เส้นพระเกศใหญ่ไม่มีไรพระศก พระรัสมีเปนดอกบัวตูมเหมือนกับ พระพุทธรูปเชียงแสนหมดทุกอย่าง ความที่ว่าพระพุทธรูปในแบบเชียงแสนรุ่นเก่า พบที่เมืองนครศรีธรรมราช มีความคล้ายกันกับพระพุทธรูป “เชียงแสนรุ่นเก่า” มากก็เพราะทั้งสองกลุ่มเป็นพระพุทธสิหิงค์จำลองเช่นกัน

เรื่องราวของพระพุทธสิหิงค์ที่ปรากฏในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ แสดงให้เห็นว่า พระพุทธปฏิมาพระองค์นี้ได้เป็นที่สักการบูชาตั้งแต่เมืองนครศรีธรรมราชในภาคใต้ ถึงเชียงแสน เชียงรายและเชียงใหม่ ในภาคเหนือ ส่วนในภาคกลางก็ได้ไปประดิษฐานที่อยุธยา ชัยนาท กำแพงเพชร และสุโขทัย จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่า ได้พบพระพุทธสิหิงค์จำลองที่ประดิษฐานอยู่ตามเมืองสำคัญเหล่านี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้พระสีหฬปฏิมาหรือพระพุทธสิหิงค์ซึ่งเป็นพระพุทธปฏิมาที่สำคัญที่สุดของคณะอรัญวาสี วัดป่าแดงที่ได้ไปอุปสมบทใหม่ที่ลังกา และกลับมาในปี พ.ศ. ๑๙๗๓ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามสีหฬภิกขุของล้านนา แต่พระพุทธปฏิมาองค์นี้ก็มิได้จำลองมาจากพระพุทธปฏิมาของลังกาเพราะพระพุทธปฏิมาลังกานิยมทำเป็นพระปฏิมาประทับขัดสมาธิราบ ปางสมาธิ ซึ่งแตกต่างจากพระพุทธสิหิงค์ที่เป็นพระปฏิมาประทับขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย ซึ่งสืบทอดมาจากพระพุทธปฏิมาของอินเดียภาคเหนือ เช่นพระพุทธปฏิมาซึ่งเป็นพระประธานของวิหารมหาโพธิ์ที่พุทธคยาที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ปาละ–เสนะ พระพุทธสิหิงค์จึงเป็นพระพุทธปฏิมาที่จำลองมาจากพระพุทธรูปสำคัญซึ่งเป็นที่เคารพบูชาสืบทอดกันมาแล้วจากอดีต หากแต่ปรับเปลี่ยนในส่วนปลีกย่อยให้เข้ากับค่านิยมของท้องถิ่น

พระพุทธสิหิงค์จำลองเป็นพระปฏิมาซึ่งพระรัตนปัญญาเถระให้ความสำคัญเป็นพิเศษและเป็นที่แพร่หลายที่สุดในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – กลาง ๒๑

พระพุทธสิหิงค์จำลององค์ซึ่งเคยประดิษฐานในปราสาท (คูหา) ของวิหารลายคำ ที่วัดพระสิงห์ นครเชียงใหม่ น่าจะได้แก่องค์ที่อยู่บนฐานชุกชีด้านซ้ายมือขององค์ประธาน ซึ่งจากคำบอกเล่าของนายเออร์เนสต์ ซาโต (Ernest Satow) ทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศสยามระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๒๘ – ๒๔๓๑ ว่าเห็นประดิษฐานอยู่ในคูหาของปราสาทซึ่งเชื่อมกับวิหารลายคำด้านทิศตะวันตก จึงน่าจะเป็นพระพุทธสิหิงค์จำลองที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นพระพุทธสิหิงค์ของนครเชียงใหม่เพราะเป็นองค์ที่ประดิษฐานอยู่ในคูหาของปราสาท โดยมีทางเข้าไปบูชาผ่านประตูเหล็ก แต่ในปัจจุบันได้มีการสร้างฐานชุกชีขึ้นบริเวณหน้าช่องทางนั้นแล้ว แต่เดิมวิหารลายคำเคยเป็นที่รวบรวมพระพุทธสิหิงค์จำลองไว้ด้วยกัน รวมทั้งองค์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ด้วย อนึ่งพระพุทธสิหิงค์จำลองซึ่งเป็นองค์ประธานในวิหารลายคำปัจจุบันนั้น เคยถูกโจรกรรมตัดเศียรไปในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ สอบสวนคนร้ายได้ความว่านำไปหลอมทำกระดิ่งผูกคอวัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทราบข่าวจึงโปรดเกล้าฯ ให้เชิญองค์พระสิงห์ลงมากรุงเทพฯ  แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระเทพรจนา (สิน  ปฏืมาประกร) ช่างปั้นในพระราชสำนักปันหล่อพระเศียรซ่อมคืนจนสมบูรณ์ดังเดิม  แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ เสด็จสวรรคตเสียก่อน  ถึงคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเชียงใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระพุทธสิหิงค์กลับขึ้นไปประดิษฐานที่วัดพระสิงห์ดังเดิม เจ้าดารารัศมีทรงเป็นต้นเค้าจัดครัวทานเป็นการสมโภชในคราวนั้นด้วย

พระพุทธสิหิงค์จำลอง (องค์ประธาน และองค์ซ้าย) องค์ประธาน ครึ่งแรกพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๑ เมตร วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

พระพุทธสิหิงค์จำลอง องค์ประธาน ก่อนการบูรณะ พระเศียรเป็นแบบเดียวกับองค์ปัจจุบัน พระเนตรหลุบต่ำ

พระพุทธสิหิงค์จำลอง องค์ประธาน ก่อนการบูรณะ พระเศียรต่างจากองค์ปัจจุบัน พระเนตรมองตรงไปข้างหน้า รูปพระพักตร์เหมือนจริงคล้ายมนุษย์

พระพุทธสิหิงค์จำลอง (องค์ซ้ายซึ่งคาดว่าเป็นองค์ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นพระพุทธสิหิงค์องค์เดิมของนครเชียงใหม่ มีอายุเก่าแก่กว่าองค์ประธาน) ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ต้น ๒๑ สัมฤทธิ์ วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

พระพุทธสิหิงค์จำลอง ได้จากวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ครึ่งแรกพุทธศตวรรษที่ ๒๑ สัมฤทธิ์ สูง ๑.๑๔ เมตร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่

165470_554699137907931_2032137837_n

538035_554698734574638_1614472528_n

44838_554699097907935_1362155471_n

155596_554698857907959_1653315467_n

11786_554707004573811_1721072315_n

529615_554698981241280_1378337061_n

547261_554699067907938_1179786355_n

พระพุทธชินราช

พระราชปรารภ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องพระพุทธชินราช

พระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่ในพระวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพระพุทธรูปสำคัญและมีความงามมากที่สุดองค์หนึ่งในงานประติมากรรมไทย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ มีลักษณะเฉพาะของสกุลช่างสุโขทัยที่เรียกว่า หมวดพระพุทธชินราช คือ พระพักตร์รูปไข่ พระวรกายค่อนข้างอวบอ้วน นิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ ยาวเสมอกัน

ประวัติของพระพุทธชินราชเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ได้เสด็จประพาสพิษณุโลกในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ ทรงมีความเลื่อมใสในความงามของพระพุทธชินราชที่ประดิษฐานในวิหารทิศตะวันตก วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก และในปี พ.ศ. ๒๔๐๙ จึงได้ทรงพระราชนิพนธ์ ตำนานพระชินราช พระชินศรี พระศรีศาสดา ขึ้น เนื้อหาแบ่งได้เป็น ๒ ตอน ตอนแรกกล่าวถึงประวัติการหล่อพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา โดยพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกผู้ปกครองเมืองเชียงแสนซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองพิษณุโลกได้ทรงส่งพระราชสาส์นไปยังพระเจ้ากรุงสยาม ณ เมืองศรีสัชนาลัยสวรรคโลก ขอช่างพราหมณ์มาช่วยปั้นหุ่นพระพุทธรูปเพราะเวลานั้นมีคนเล่าลือสรรเสริญช่างเมืองศรีสัชนาลัยสวรรคโลกมาก ว่าทำพระพุทธรูปได้งามๆ ดีๆ ถ้าจะทำพระพุทธรูปขึ้นแต่โดยลำพังฝีมือลาวชาวเมืองเชียงแสนกลัวเกลือกจะไม่งามดีสู้พระพุทธรูปเมืองสวรรคโลกได้ นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงคำนวณวันเวลาที่ระบุไว้ในตำนานเล่มนั้นว่า พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดาหล่อในปี พ.ศ. ๑๔๙๘ และพระพุทธชินราชหล่อขึ้นในปี ๑๕๐๐ “หย่อนอยู่เจ็ดวัน”

ส่วนตอนหลังทรงกล่าวโดยละเอียดถึงการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ อันมีเหตุการณ์เกี่ยวกับพระพุทธชินราชสรุปได้ดังต่อไปนี้

  • พ.ศ. ๑๙๒๗ สมเด็จพระราเมศวรเสด็จขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่และเสด็จกลับทางพิษณุโลก ทรงเปลื้องเครื่องต้นถวายสักการะพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์
  • พ.ศ. ๒๑๐๗ สมเด็จพระนเรศวรคราวเสด็จกลับจากตีเมืองหงสาวดี จึงเปลื้องเครื่องทรงออกบูชาพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์
  • พ.ศ. ๒๑๓๔ สมเด็จพระเอกาทศรฐโปรดฯ ให้เอาทองนพคุณเครื่องต้นมาแผ่เป็นทองประพาศรี (ทองคำเปลว) แล้วเสด็จไปปิดองค์พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ ด้วยพระหัตถ์
  • พ.ศ. ๒๒๐๓ สมเด็จพระนารายณ์เสด็จกลับจากตีเมืองเชียงใหม่ แวะนมัสการพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ อีก ๒ ปีต่อมาจึงเสด็จไปนมัสการอีกครั้งหนึ่ง
  • พ.ศ. ๒๒๔๓ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือสมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จไปนมัสการพระพุทธชินราชเมื่อครั้งเสด็จไปสร้างวัดโพธิ์ประทับช้างที่พิจิตร
  • พ.ศ. ๒๒๘๒ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ โปรดฯ ให้สร้างบานประตูมุกคู่หนึ่งถวายพระพุทธชินราช
  • พ.ศ. ๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีคราวเสด็จไปปราบเจ้าพระฝางที่สวางคบุรี เมื่อถึงพิษณุโลกเสด็จไปนมัสการพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา และทรงเปลื้องพระภูษาบูชาพระพุทธชินราช
  • สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เมื่อครั้งรับราชการในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ต่างก็เสด็จไปนมัสการพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ด้วยกันทุกพระองค์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์แรกที่เสด็จไปนมัสการพระพุทธชินราช ครั้งทรงดำรงพระสมณศักดิ์เป็นพระวชิรญาณมหาเถระในปีพ.ศ. ๒๓๗๖ และเมื่อเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติแล้วก็เสด็จพระราชดำเนินไปสมโภชพระพุทธชินราชอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๐๙ ในครั้งนั้นได้ทรงพาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะที่ทรงผนวชเป็นสามเณรไปด้วย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ชื่นชมพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ว่า ‘…พระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี สองพระองค์นั้นงามแหลมแก่ตามากกว่าพระพุทธรูปใหญ่น้อยบรรดามีในแผ่นดินสยาม ทั้งปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือ และตลอดการนานมาถึง ๙๐๐ ปี มีผู้เลียนแบบปั้นเอาอย่างไปมากก็หลายตำบล จะมีพระพุทธรูปที่คนเปนอันมากดูเห็นว่าเป็นดีเป็นงามกว่าพระพุทธชินราชและพระพุทธชินศรีสององค์นี้ไปก็ไม่มี…’

ต่อมาสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชนุภาพได้ทรงแก้ไขอายุเวลาของการหล่อพระพุทธรูปทั้ง ๓ องค์นี้เป็นสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย)

+++++++++++++++++

ด้วยเหตุผลข้างต้น พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา จึงได้รับการนิยามให้เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย อย่างไรก็ตามปัจจุบันได้มีผู้สันนิษฐานจากพุทธลักษณะขององค์พระพุทธรูป จากรูปแบบของเรือนแก้ว โดยเทียบเคียงกับลวดลายบนซุ้มเรือนแก้วที่วัดพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราชว่าอายุเวลาของลวดลายดังกล่าวอาจกำหนดได้ในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย และจากสถาปัตยกรรมของพระวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช รวมทั้งอายุเวลาของสิ่งก่อสร้างในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก โดยได้อ้างถึงการสร้างพระวิหารหลวงทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระอัฏฐารส (พระศรีสรรเพชญจำลอง) ว่าสร้างขึ้นก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงสร้างองค์ปรางค์พระมหาธาตุ แล้วจึงตามด้วยวิหารทิศทั้ง ๓ ขึ้นเพื่อประดิษฐาน พระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี และพระศรีศาสดา ในลำดับต่อมา ซึ่งวิธีการสร้างพระวิหารหลวงเป็นประธานหลักเสียก่อน แล้วจึงวางผังอาคารองค์ประกอบอื่นเพิ่มขึ้นเช่นนี้ปรากฏกรณีวัดมหาธาตุ สุโขทัย หรือที่อื่นๆ ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน คือในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์

พระพุทธมหามณีรัตน์ปฏิมากร

พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ประทับนั่งขัดสมาธิราบเหนือฐานหน้ากระดาน เกลี้ยง เนื้อวัสดุเป็นหินสีเขียว (หยก) ได้มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการกำหนดอายุพระแก้วมรกตอยู่ ๒ ข้อ คือ ข้อแรก เชื่อว่าสร้างขึ้นในอินเดีย และได้อัญเชิญมายังเมืองต่างๆ ตามที่ปรากฏในตำนาน กับอีกข้อหนึ่งเชื่อว่าสร้างขึ้นในลานนา แต่รูปแบบของพระแก้วมรกตไม่เหมือนกับพระพุทธรูปกลุ่มใดๆ ในลานนา

**************************************************************

ตำนานพระแก้วมรกตฉบับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

พระศรีศากยมุนี

พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นพระหล่อด้วยโลหะ หน้าตักกว้าง ๓ วา ๑ คืบ ใหญ่กว่าพระพุทธรูปหล่อองค์อื่นซึ่งปรากฏอยู่ในประเทศสยามนี้ เดิมเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัย หล่อแต่ครั้งกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงครองกรุงสุโขทัย ครั้นจำเนียรกาลานานมา พระวิหารหลวงหักพัง พระพุทธปฏิมาต้องตากแดดกรำฝนจนชำรุดลง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ จึงดำรัสสั่งให้เชิญย้ายลงมากรุงเทพฯ ทรงพระราชดำริจะสร้างพระอารามมีพระวิหารใหญ่อย่างวิหารพระเจ้าพนัญเชิงที่พระนครศรีอยุธยา ประดิษฐานไว้กลางพระนคร

มีเรื่องที่เชิญพระศรีศากยมุนีปรากฏอยู่ในหนังสือความทรงจำ ฯ (ของกรมหลวงนรินทรเทวี) ซึ่งทรงพระราชวิจารณ์ดังนี้

“พระโองการรับสั่งให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนคร ให้สูงเท่าวัดพนัญเชง ให้พระพิเรนทรเทพขนไปรับพระใหญ่ ณ เมืองสุโขทัย ชะลอเลื่อนลงมากรุงฯ ประทับท่าสมโภช ๗ วัน ณ วันเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ยกทรงเลื่อนชักตามทางสถลมารค พระโองการตรัสให้แต่งเครื่องนมัสการพระทุกหน้าวัง หน้าบ้าน ร้านตลาดจนถึงที่ ประชวรอยู่แล้ว แต่ทรงพระอุตสาหะเพิ่มพระบารมี หวังที่หน่วงโพธิญาณจะโปรดสัตว์ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เสด็จพระราชดำเนินตามขบวนแห่พระ หาทรงฉลองพระบาทไม่ จยถึงพลับพลาเสด็จซนแซพลาด เจ้าฟ้ากรมขุนกษัตรารับพระองค์ไว้ ยกพระขึ้นที่แล้วเสด็จกลับ ออกพระโอษฐ์เป็นที่สุดเพียงได้ยกพระขึ้นถึงที่ สิ้นธุระเท่านั้น”

ในรัชกาลที่ ๑ เพียงได้เชิญพระขึ้นตั้งที่ไว้ ยังมิได้สร้างพระวิหารๆ ลงมือสร้างในรัชกาลที่ ๒ แต่จะสร้างได้เพียงใดหาปรากฏชัดไม่ ปรากฏว่าบานประตูพระวิหารซึ่งจำหลักลายอันวิจิตรนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชดำริและได้เริ่มจำหลักด้วยฝีพระหัตถ์ มีปรากฏชัดในหนังสือความทรงจำ ฯ ดังนี้ ‘…แล้วทรงพระราชดำริให้ช่างเขียนลายบานประตูวัดพระหญ่ยกเข้าไปทรงพระราชศรัทธาลงลายพระหัตถ์สลักภาพกับกรมหมื่นวิจิตรภักดี…’ วัดสุทัศนเทพวรารามมาสร้างสำเร็จแล้วบริบูรณ์ในรัชกาลที่ ๓

พระศรีศากยมุนีจัดเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่มากที่สุดองค์หนึ่ง และเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยรุ่นเดียวกับพระพุทธชินราช คงสร้างขึ้นในสมัยที่อาณาจักรสุโขทัยรุ่งเรืองสูงสุดในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐

อนึ่งพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ระบุว่า

“…ปีมะเมีย (พ.ศ. ๒๓๖๕) นั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่าพระโตซึ่งประดิษฐานอยู่ที่เสาชิงช้านั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเชิญลงมาไว้เพื่อพระราชดำริจะทำวัดขึ้นในคลองพระนครเป็นวัดใหญ่อีกวัดหนึ่ง การก็ยังหาได้ทำไม่ จะต้องฉลองพระเดชพระคุณเสียให้แล้ว มีพระราชดำรัสให้เจ้าพนักงานจัดการทำพระวิหารใหญ่ขึ้น องค์พระพุทธรูปนั้นทรงทอดพระเนตรเห็นว่าพระเศียรย่อมไปกว่าพระองค์ ไม่สมกัน จึงให้ช่างถอดออกหล่อพอกพระเศียรพระพักตร์ให้ใหญ่ขึ้น แลนิ้วพระหัตถ์ของเดิมนั้นสั้นๆ ยาวๆ อยู่ ก็โปรดให้ต่อนิ้วพระหัตถ์ให้เสมอกันเหมือนอย่างพระพุทธรูปทุกวันนี้ ครั้นการแล้วก็ได้เชิญพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนพระวิหาร…”

แต่พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับชำระใหม่โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพระบุว่า

‘…ในปีมะเมียจัตวาศก (พ.ศ. ๒๓๖๕) นั้น ทรงพระราชดำริว่าพระโตซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯ ให้เชิญลงมาจากวัดพระมหาธาตุเมืองสุโขทัย แล้วให้สร้างวัดประดิษฐานไว้กลางพระนครที่ใกล้เสาชิงช้า โดยทรงพระราชดำริจะสร้างวิหารใหญ่ขนาดวิหารวัดพระเจ้าพนัญเชิงที่กรุงเก่า พระวิหารนั้นยังคงค้างอยู่ จึงโปรดฯ ให้สร้างพระวิหารนั้นต่อมา…’

การที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตัดข้อความเกี่ยวกับพระศรีศากยมุนีออกทั้งหมดอาจเป็นเพราะการพอกพระพักตร์พระพุทธรูปสัมฤทธิ์เป็นการยากหากไม่หล่อใหม่ และพระพักตร์พระศรีศากยมุนีปัจจุบันก็ยังคงเป็นแบบสุโขทัยอยู่ สำหรับนิ้วพระหัตถ์นั้นถ้าของเดิมไม่เท่ากันจริงพระศรีศากยมุนีก็ไม่อาจเข้ารวมหมู่กับพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดาซึ่งมีนิ้วพระหัตถ์เท่ากันได้ พระศรีศากยมุนีนั้นคงจะเป็นองค์เดียวกับพระพุทธรูปที่มีกล่าวไว้ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๔ และ ๕ คือพระเจ้าลิไทยอาจโปรดฯ ให้หล่อขึ้นราวพ.ศ. ๑๙๐๕ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดาก็คงจะหล่อขึ้นหลังกว่านั้น

ผ้าทิพย์ด้านหน้าพระพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารของสมเด็จพระปรเมนมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ rพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาบรรจุไว้เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓


 

Buddha Jayanti : 2600

Buddha Jayanti : 2,600 Years of Buddha’s Enlightenment

A blog designated to celebrate this auspicious occasion

June 4, 60 BE  – June 4, 2555

**********

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

**********

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

เอกสารอ้างอิง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

๑) ตำนานเรื่องสถานที่ต่างๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง

๒) ตำนานพุทธเจดีย์สยาม

๓) นิทานโบราณคดี

๔) ตำนานพระพุทธรูปสำคัญ

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร

เจ้าพระยาทิพากรวงศ์

พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑-๔

หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล

หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์